welcome to my blog Thawaranukul

วันอังคารที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2556

รัฐธรรมนูญประเทศไทย

ความเป็นมาของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พุทธศักราช  ๒๕๕o

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พ.ศ.  ๒๕๕เป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่  ๑๘  ซึ่งเป็นกฏหมายสูงสุดของประเทศที่ได้ใช้ระกาศแทนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว)
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ศ. ๒๕๕0 ร่างขึ้นโดรัฐธรรมนูญที่รับการเลือกตั้งจากสมัชชาแห่งชาติไจำนวน  ๑๙๘๒  คน  ซึ่งสรรหามาจากตัวแทนองค์กร  ของรัฐ  เอกชน  กลุ่มผู้แทนอาชีพ  ผู้แทนวิชาชีพ  คณะกรรมการสรรหาของแต่ละจังหวัด  ตลอดจนผู้แทนพรรคการเมืองขนาดใหญ่ทุกพรรคได้ร่วมกันเลือกสรรหามาเป็นตัวแทนในการร่างรัฐธรรมนูญ  ๒00 คน  ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ผ่านการับฟังความคิดเห็นสาธารณะจากประชาชนทั่วประเทศ   ก่อนแปรญัตติของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญในครั้งสุดท้าย  จากนั้นจึงจะจกจ่ายและเผยแพร่ให้แก่คนทุกคนทั่วประเทศ
โครงสร้างและความสำคัญ
ประเทศไทยเห็นความสำคัญของรัฐธรรมนูญทุกฉบับตลอดเวลาจะเห็นได้จากเมื่อมีการยกเลิกรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่แล้ว มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาใช้บังคับในเวลาต่อมาทันที่ มีรายละเอียดดังนี้
โครงสร้างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550
โครงสร้างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ประกอบด้วย 15 หมวด 1 บทเฉพาะกาล และ 309 มาตราดังนี้
1.     หมวด 3 สิทธิเสรีภาพของชนชาวไทย ส่วนใหญ่คงสิทธิเสรีภาพเช่นเดียวกับที่กำหนดไว้ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักไทย พุทธศักราช 2540
2.     หมวด 7 การมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรงของประชาชน
3.     หมวด 11 องค์กรตามรัฐธรรมนูญ ได้กำหนดความเป๋นอิสระในการเสนอร่างกฎหมายและความเป็นอิสระทางการเงิน
4.      หมวด 12 การตรวดสอบการใช้อำนาจรัฐ กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเพื่อตรวดสอบและควบคุมบุคคลผู้ใช้อำนาจรัฐ
5.      หมวด 13 จริยธรรมผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับจริยธรรมของนักการเมือง

ความสำคัญของรัฐธรรมนูญ
ประเทศไทยเห็นความสำคัญของรักฐธรรมนูญทีมีต่อระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอย่างมาก โดยมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่แทนรัฐธรรมนูญที่ยกเลิกแล้ว ดังนี้
1.     ยืนยันความเป็นเอกราชของประเทศไทย
2.     รับรองึวามเป็นเอกรัฐของประเทศไทย
3.     ยืนยีนว่าประเทศไทยมีการปกครอบแบบระบอบประชาธิปไตย
อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข
4.     คุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพของชนชาวไทย
5.     ให้ความคุ้มครองประชาชนชาวไทย ไม่ว่าจะมีเหล่ากำเนิดใดเพศใดหรือนับถือศาสนาใดอย่างเสมอภาคกัน

แนวทางการปฏิบัติตนตามรัฐธรรมนูญ
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550
มีเจตนารณ์ในการปฏิรูปเมืองไทยทั้งระบบให้เป็นการเมืองของพลเมือง  ดังนั้น ประชาชนจึงต้องปฎิบัติตนให้สอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
แนวทางการปัฎิบัติตนตามบทบัญญ้ติของรัฐธรรมนูญ มีดังนี้

1.               เข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการทางประชาธิปไตยทุกระดับ
ทั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติ  โดยออกไปเลือกตั้งเพื่อนเลือกคนดี มีความสามารถ ไปเป็นตัวแทนในการบริหารบ้านเมือง
2.               ทำหน้าที่ติดามตรวจสอบการใช้อำนาจของสาชิกสภาผู้แทนราษฏร และ ผู้บริหารทุกระดับอย่างใกล้ชิด
ประชาชนควรมีส่วนร่วมมือกับคณะกรรมการป้องกันการปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
3.               ให้กำลังใจและสนับสนุนนักการเมืองที่ดีและพรรคการเมืองที่ดี รวมทั้งช่วยกันป้องกันนักการเมืองหรือพรรคการเมืองที่ไม่ดีให้มีโอกาศในการปกครองบ้านเมือง

บทบัญญัติเกี่ยวกับรัฐสภา ฯ
บทบัญญัติเกี่ยวกับรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ได้บัญญัติเกี่ยวกับรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล พอสรุปโดย สังเขป ดังนี้

รัฐสภา
รัฐสภาประกอบด้วยวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานรัฐสภา ประธานวุฒิสภา เป็นรองประธานสภา ต้องวางตนเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ ร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญจะตราเป็นกฎหมายได้ก็แต่โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา ให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 500 คน โดยเป็นสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ตามมาตรา 99 จำนวน 100 คน อยู่ในตำแหน่งวาระละ 4 ปี พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจที่จะยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้มีการ เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ การยุบสภาผู้แทนราษฎรให้กระทำโดยพระราชกฤษฎีกา ซึ่งต้องกำหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ภายใน 60 วัน ประชาชนมีสิทธิเสมอกันในการเป็นผู้ออกเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา มติของสภาให้ถือตามเสียงข้างมากคือ จำนวนเสียงที่ลงมติต้องเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกที่ร่วมประชุม อยู่ในสภานั้น ในแต่ละปีให้มีการเปิดสมัยประชุม 2 ครั้ง ครั้งละ 120 วัน
คณะรัฐมนตรี
พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี ประกอบด้วยนายกรัฐมนตรี 1 คน แต่งตั้งจากสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร และรัฐมนตรี 35 คน ซึ่งอาจเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่เป็นก็ได้ ประธานรัฐสภาหรือประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งรัฐมนตรีที่ทูล เกล้าเสนอ รัฐมนตรีต้องไม่เป็นข้าราชการประจำ และหากเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องลาออกภายใน 30 วัน ในการบริหารราชการแผ่นดิน รัฐมนตรีต้องดำเนินการตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และนโยบายที่แถลงไว้ต่อสภา รัฐมนตรีต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้ มีอายุไม่ต่ำกว่า 35 ปีบริบูรณ์ มีสัญชาติไทยโดยกำเนิด สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า ไม่เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุกตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป โดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึง 5 ปี ก่อนได้รับแต่งตั้ง ไม่เป็นสมาชิกวุฒิสภาหรือเคยเป็นสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งสมาชิกภาพสิ้นสุดมาแล้วยังไม่เกิน 1 ปี นับถึงวัน ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี 6. คณะรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ เมื่อ สภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุเมื่อครบวาระ 4 ปี หรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร คณะรัฐมนตรีลาออกทั้งคณะ ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลง 7. รัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งเฉพาะตัว เมื่อตายหรือลาออก ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม สภาผู้แทนราษฎรลงมติไม่ไว้วางใจเป็นการเฉพาะตัว ต้องคำพิพากษาให้จำคุกตามความผิดที่กระทำไปในขณะดำรงตำแหน่ง
ศาล
การบัญญัติกฎหมายให้มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยธรรมนูญศาล ในคดีอาญา ผู้ต้องหาหรือจำเลยย่อมมีสิทธิได้รับการสอบสวนหรือการพิจารณาคดีด้วยความรวดเร็วต่อเนื่อง และเป็นธรรม ศาลรัฐธรรมนูญประกอบด้วยประธานรัฐธรรมนูญ 1 คน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอื่นอีก 14 คน ซึ่งพระมหา กษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นมีข้อความขัด หรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ ให้ถือเป็นอันตกไป ศาลยุติธรรมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง เว้นแต่คดีที่รัฐธรรมนูญนี้หรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจ ของศาลอื่น ศาลยุติธรรมมี 3 ชั้น คือ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เป็นข้อพิพาทระหว่างหน่วยราชการ หน่วยราชการของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น

บทบัญญัติเกี่ยวกับพรรคการเมือง
บทบัญญัติเกี่ยวกับพรรคการเมือง การเลือกตั้ง รัฐบาล และการจัดตั้งรัฐบาล
คือ บทบัญญัติที่เกี่ยวกับพรรคการเมือง การเลือกตั้งรัฐบาล และการจัดตั้งรับบาล
6.1พรรคการเมือง
พรรรคการเมืองจะเป็นสถาบันการเมืองที่มีความสำคัญมากและขาดไม่ได้ในกระบวนการปกครอง เพราะการปกครองที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองและมีอิธิพลเหนือรับบาล
6.1.1ความหมายของพรรคการเมือง
หมายถึงที่มีความคิดและผลประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองที่คล้ายคลึงกัน ต้องการนำความคิดมาใช้เป็นหลักในการบริหารประเทศ เผยแพร่เจตนารมณ์และส่งสมาชิกเข้าสมัครรับเลือกตั้ง หวังที่จะเป็นรัฐบาล
6.1.2บทบาทและหน้าที่ของพรรคการเมือง
6.1.2.1วางนโยบายในการแก้ไขปัญหาของประเทศ และแถลงนโยบายเหล่านั้นให้ประชาชนทราบ ว่าควรจะสนับสนุนพรรคนั้นๆหรือไม่
6.1.2.2พิจารณาคัดเลือกผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสม ทำหน้าที่คัดเลือกบุคคลเข้าไปทำหน้าที่ทางการเมืองในคณะรัฐบาล
6.1.2.3การดำเนินการหาเสียงเลือกตั้ง พยายเข้าถึงประชาชน รับฟังความคิดเห็นของคนกลุ่มต่างในสังคม
6.1.2.4นำนโยบายของพรรคที่ได้แถลงแก่ประชาชน ไปปฏิบัติอย่างจริงจัง เพราะนโยบายของพรรคเป็นสิ่งสิ่งที่ทำให้ประชาชนสนับสนุนพรรคด้วยการเลือกตัวแทนที่จะมาจากพรรคนั้นๆ การนำนโยบายของพรรคไปปฏิบัติอย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดประโยชนืต่อประชาชนและประเทศชาติ
6.1.2.5ให้การศึกษาและอบรมความรู้ทางการเมือง การจัดพิมพ์เอกสารเผยแพร่ความรุ้ การจัดอบรม ต้องพยายามที่จะเป็นตัวกลางเชื่อมระหว่างประชาชนกับรัฐบาล
6.1.2.6หน้าที่ในการควบคุมการทำงานของรัฐบาล รัฐบาลก็ต้องดำเนินงานตามนโยบาลที่แถลงไว้หรือไม่
6.2การเลือกตั้งของไทย
6.2.1ความสำคัญของการเลือกตั้ง
6.2.1.1ประชาชนเลือกตัวแทนไปทำหน้าที่แทนตนในรัฐสภาและคณะรัฐบาล
6.2.1.2วิธีการเปลี่ยนอำนาจทางการเมืองการปกครองที่ทันสมัยและเป็นไปอย่างสันติ
6.2.1.3ป้องกันการปฏิวัติรัฐประหาร
6.2.1.4เป็นวิธีหมุนเวียนอำนาจ
6.2.1.5เป็นวิธีการสร้างความถูกต้องและชอบธรรมในการใช้อำนาจทางการเมืองให้กับบุคคล
6.2.2หลักเกณฑ์การเลือกตั้ง
6.2.2.1หลักอิสระแห่งการเลือกตัง้ หมายถึงการให้อิสระในการการออกเสียง
6.2.2.2หลักการเลือกตั้งตั้งแต่ตามกำหนดเวลา หมายถึง กำหนดเวลาระยะที่แน่นนอน
6.2.2.3หลักการเลือกตั้งอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม หมายถึง การเลือกตั้งเป็นไปตามกฎหมาย
6.2.2.4หลักการใช้สิทธิในการเลือกตั้งอย่างเสมอภาค หมายถึง การให้สิทธิแก่ประชาชน
6.2.2.5หลักการออกเสียงโดยทั่วไป หมายถึง การเปิดโอกาสให้มีการออกเสียงเลือกตั้งอย่างทั่วถึง
6.2.2.6หลักการลงคะแนนลับ หมายถึงการออกเสียงเลือกตั้งของประชาชนถือเป็นสิทธิของผู้เลือกตั้งโดยเด็ดขาด
6.2.3การรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของการเลือกตั้ง
6.2.3.1การใช้อิทธิพลจากทางราชการ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อฝ่าตน
6.2.3.2การทำลายคู่แข่ง เช่ฆ่าหัวคะแนนของฝ่ายตรงข้าม
6.2.3.3การใช้เงินเพื่อซื้อคะแนนเสียง
6.2.4การสร้างสำนึกการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน
** การรักษาความศักดิ์สิทธิิ์ของการเลือกตั้ง และการเลือกตั้งเป็นไปอย่างถูกต้อง ไม่มีสิ่งเลวร้ายดังที่กล่าวไปข้างต้น
6.2.5การเลือกตั้ง
 
6.3รัฐบาล และการจัดตั้งรัฐบาล หมายถึง คณะบุคคลและองค์กรซึ่งมีการบริหารประเทศ
6.3.1หน้าที่ของรัฐบาล หมายความว่าเป็นผู้กำหนดนโยบายว่าจะทำอะไรให้เป็นประโยชน์แก่ประชาชน
6.3.2ประสิทธิภาพในการบริหารงานของรัฐบาล
6.3.2.1ความสามรถในการตอบสนอง
6.3.2.2ความสามารถในการรับผิดชอบต่อหน้าที่
6.3.2.3ความสามารถในการติดตามและควบคุม
6.3.2.4ความสามารถในการประสานงาน
6.3.3ความรับผิดชอบของรัฐบาลต่อประชาชน
6.3.3.1รัฐบาลแถลงผลงานต่อสภาผู้แทนราษฎร
6.3.3.2ประชาชนตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐบาลได้
6.3.3.3ประชาชนอาจจะตรวจสอบหรือแสดงปฏิกิริยาต่อหน้าที่ของรัฐบาล
6.4ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับประชาชน
6.4.1ประชาชนเลือกผู้แทนราษฎร
6.4.2การจัดตั้งรัฐบาย
6.4.3กำหนดนโยบาย
6.4.4การนำนโยบาย
6.4.5ประชาชนสามารถตรวจสอบการทำงาน
6.5การจัดตั้งรัฐบาล
เนื่องจากรัฐบาลมีอำนาจกว้างขวางมาก รัฐธรรมนูญแห่งอาณาจักรไทยจึงให้ใช้วิธีการตั้งรัฐบาลอย่างเปิดเผยและรับรู้ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่สังกัดในพรรคการเมืองต่างๆ

การตรวจสอบการใช้อำนาจ
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรประเทศไทย   พ.ศ.  2550  ได้ส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐอย่างเป็นทางการและเป็นรูปธรรมมากขึ้นในรูปแบบรัฐธรรมนูญฉบับอื่นๆ   ที่ผ่านมา  โดยเฉพาะในหมวด  3   ว่าด้วยเรื่องสิทธิและเสรีภาพในประชาชน   (3)  บัญญัติไว้ว่า   รัฐต้องดำเนินแนวทางหรือนโยบายเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชน ในการตรวจสอบการใช้อำนาจ”   และหมวด   12  ว่าด้วยเรื่องการตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐ
รวมทั้งยังได้กำหนดหลักเกณฑ์  และวิธีการตรวจสอบอำนาจของรัฐขึ้นมา   เพื่อให้ผู้ใช้อำนาจรัฐให้ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตและเที่ยงธรรม......




จัดทำโดย

น.ส.  พัชรพร คล้ายบรรจง เลขที่ 31 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่4/6
น.ส.  รวิวรรณ  ปานเพชร เลขที่ 32 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/6
น.ส.  วิชิตา   พุ่มไสว  เลขที่  33  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  4/6
น.ส. รพีพรรณ กลัดวงษ์ เลขที่ 34  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/6
น.ส.  สิรามล  เจริญรัตน์ เลขที่  35  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/6

น.ส.  อรุณณี  ทาทม  เลขที่  36   ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/6

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น